เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
Porntip srikaew [nuy] ID 5411204398 Junior Field of Early Childhood Education Faculty of Education Chandrakasem Rajabhat University.

สัปดาห์ที่ 11

วันที่ 21 สิงหาคม 2556



หมายเหตุ  : ไม่มีการเรียนการสอน  งานที่ได้รับมอบหมายในสัปดาห์นี้ มี 2 กิจกรรม ดังนี้
กิจกรรมแรก   ให้นักศึกษาประดิษฐ์สื่อ 3 สื่อ สื่อของเล่น สื่อเข้ามุม และสื่อการทดลอง บันทึกลงบล็อกให้เรียบร้อย
กิจกรรมที่สอง การประดิษฐ์ว่าวจากใบไม้แห้งที่ทับไว้ในสมุด นำมาทดลองทำว่าวดังนี้

ใบไม้แห้ง
ประดิษฐ์เป็นว่าวใบไม้
วิธีการขึ้นว่าว
    หากว่าเล่นเพียงคนเดียวให้เอาวางราบอยู่กับพื้น หันหัวว่าวมาทางหัวคนชักว่าว ระยะห่างจากตัวสัก 2-3 เซนติเมตร แล้ววิ่งพร้อมกระตุกสายป่านโดยการรักษาจังหวะการกระตุก ไม่แรงเกินไปเพื่อให้ว่าวสามารถปรับตัวเข้ากระแสลม
    หากเล่นกัน 2 คน  ให้อีกคนหนึ่งเป็นคนส่งว่าว อีกคนหนึ่งก็เป็นคนชักว่าวโดยคนส่งว่าวควรห่างจากคนชักว่าวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ตั้งหัวว่าวขึ้นเพื่อรอจังหวะของกระแสลมแล้วจึงส่งว่าวไป คนชักว่าวจะกระตุกสายป่านจนว่าวลอยขึ้นแล้วก็ควบคุมโดยการกระตุกสายป่านให้เป็นถูกจังหวะ การบังคับว่าวหากว่าแรงที่เรากระตุกสายป่านมีมากจะทำให้ว่าวขึ้นได้สูงตามแรงที่เรากระตุก และหากต้องการผ่อนลงมาให้ว่าวอยู่ในระดับที่ต่ำก็ควรลดแรงลงมาเล็กน้อย
ลมที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้เล่นว่าว
ความเร็วลม(กม./ชม.)
สิ่งที่สังเกต
การเล่นว่าว
2-5
ควันเปลี่ยนทิศทาง
ลมเบาไป
6-11
ใบไม้ไหว
เหมาะสม
12-19
ใบไม้ไหว
เหมาะสม
20-29
ฝุ่นคลุ้ง
เหมาะสม
30-39
กิ่งไม้เล็กๆไหว
ลมแรงไป
สิ่งที่ต้องระวังอย่างหนึ่งคือกระแสลมแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อลมพัดผ่านสิ่งกีดขวาง จะพบว่าจะเป็นการยากมากที่จะเล่นว่าวในกระแสลมที่แปรปรวน
กฏง่ายๆ คือ ระยะทางที่ลมเกิดการแปรปรวน มีค่าประมาณ 7 เท่า ของความสูงของวัตถุที่ลมเคลื่อนผ่าน ดั้งนั้น หากต้องการหลีกเลี่ยงกระแสลมแปรปรวน  เมื่ออยู่หน้าแนวต้นไม้สูง 10 เมตร ก็ต้องอยู่หน้าแนวต้นไม้ห่างออกไปอย่างน้อย 70 เมตร เป็นต้น   ระยะเวลาเล่นว่าว  การเล่นว่าวสามารถเล่นได้ทุกเวลาตลอดทั้งปี  แต่เวลาที่นิยมเล่นว่าวมากที่สุดคือหน้าร้อน ราวเดือน มีนาคม ถึง เมษายน ที่มีลมตะวันตกเฉียงใต้ จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าลมตะเภา หรือ “ลมว่าว” ซึ่งช่วยในการเล่นว่าวได้ดีที่สุด  
หมายเหตุ : กระแสลมแปรปรวน คือ ลมที่พัดแบบไร้ทิศทาง 
การทดลองการขึ้นของว่าวใบไม้

สัปดาห์ที่ 10

วันที่ 14 สิงหาคม 2556



การเรียน
     อาจารย์ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการไปศึกษาดูงาน ในวันอังคารที่ 27 – 28 สิงหาคม 2556 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและรงเรียนลำปายมาศพัฒนาบุรีรัมย์  แล้วร่วมกันวางแผนนำเสนอเป็น  Mind mapping ดังนี้
องค์ความรู้ที่ได้รับ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้
การสังเกต  เป็นข้อมูลที่ได้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือตา หู จมูก ลิ้น ในการสังเกตวัตถุนั้น ๆ 
การตั้งสมมุติฐาน   เป็นความชำนาญในการทำนายผลหรือคาดเดาเหตุการณ์หรือคิดคำตอบล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยการสังเกต ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐานสมมุติฐานหรือคำตอบที่คาดคะเนไว้ล่วงหน้านี้ จะต้องเป็นสิ่งที่ยังไม่ทราบหรือไม่เคยเห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ยังไม่เป็นหลักการ หรือทฤษฎีมาก่อน สมมติฐานเป็นเครื่องกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลอง
การทดลอง    เป็นความชำนาญในการจัดกระบวนการปฏิบัติกับตัวแปรต่างๆเพื่อทดสอบสมมติฐานที่เกิดขึ้น  การทดลองประกอบด้วย 3 ขั้นตอน
1. การออกแบบการทดลอง การออกแบบการทดลองจะต้องสัมพันธ์กับสมมติฐานที่ต้องการจะตรวจสอบ ในการออกแบบจะต้องกำหนดสิ่งต่อไปนี้
      -    วิธีทดลอง ต้องระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม และเขียนวิธีการทดลองตามลำดับขั้นตอนปฏิบัติก่อนหลัง
      -    วิธีวัดหรือสังเกตการณ์ทดลองรวมถึงระยะเวลาที่ทดลอง
      -    ออกแบบบันทึกผลการทดลองให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการทดลอง
      -    อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง
2. การปฏิบัติการทดลอง ปฏิบัติการทดลองจริงตามที่กำหนดไว้ในวิธีทดลอง
3. การบันทึกผลการทดลอง บันทึกผลการทดลองตามแบบบันทึกที่ได้ออกแบบไว้แล้ว
หมายเหตุ  
  • ให้นักศึกษาแก้ไขบล็อกที่อาจารย์ได้แนะนำ
  • ให้นักศึกษาประดิษฐ์สื่อโดยมี  สื่อของเล่น  ทำการทดลอง  และประดิษฐ์สื่อเข้ามุม  นำลงบล็อกให้เรียบร้อย
  • ให้นักศึกษาประดิษฐ์ว่าวจากใบไม้แห้ง ที่อาจารย์ให้นักศึกษาเตรียมไว้สัปดาห์ที่ผ่านมา  จากนั่นบันทึกลงบล็อก

สัปดาห์ที่ 9

วันที่  7 สิงหาคม  2556  



โครงการที่ 22
โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (ภาคปกติ)
กิจกรรม 3 ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  โครงการ..กายงาม ใจดี ศรีปฐมวัย   
วันพุธทิ่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 16.30 น. ณ ห้องประชุม 2 คณะศึกษาศาสตร์
อาจารย์ณุตรา  กล่าวเปิดงาน

การแสดงเซิ้งกระติ๊บ (ของเพื่อนๆ)
การแสดงระบำสีวิชัย (ของเพื่อนๆ)
สาธิตมารยาทในการไหว้ตามแบบต่างๆ
รุ่นพี่ปี 4 สาธิตมารยาทในการไหว้ตามแบบต่างๆ
          การไหว้ เป้นการแสดงความเคราพ โดยการประนมมือแล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่าเป็นการแสดงความเคราพอย่างสูง การไหว้แบบไทยมี 3 แบบตามระดับของบุคคล
ระดับที่ 1   การไหว้พระ
ระดับที่ 2   การไหว้ผู้มีพระคุณและอาวุโส
ระดับที่  3  การไหว้บุคคลทั่วๆ ไป
องค์ความรู้ที่ได้รับ
·       การฝึกมารยาทการเข้าสังคม
·       การแสดงความเคารพด้วยการไหว้
·      มารยาทในการเคลื่อนไหว เช่นการเดิน  หรือมารยาทเฉพาะด้าน เช่น การยืนในท่าที่สุภาพ การยืนเคราพธงชาติ
·       มารยาททางวาจา การพูดจาที่สุภาพ อ่อนหวาน การกล่าวคำขอบคุณเมื่อได้รับความช่วยเหลือ  ไม่ส่งเสียงดังก่อความรำคาญ  ไม่พูดจาโอ้อวดตนเอง ใช้สำเนียงการพูดที่นุ่มนวลเป็นกันเอง ฝึกใช้คำราชาศัพท์และใช้เมื่อโอกาสเหมาะสม
การส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับนักสำรวจน้อย
 : การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

โดยรองศาสตราจารย์ ดร.นภเนตร ธรรมบวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
จากหนังสือ ๗๐ปีโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
       
     เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า วัย 8-9 ขวบ เป็นวัยของความอยากรู้อยากเห็นเด็กวัยนี้มักแอบสำรวจตรวจสอบสิ่งต่างๆ รอบตนเองอยู่เสมอๆ โดยเด็กๆ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นกระบวนการหนึ่งในการสืบค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ การสำรวจเป็นคุณสมบัติที่เด็กเกือบทุกคนมีอยู่ในตนเอง เพียงแต่บางครั้งการแสดงออกซึ่งความอยากรู้อยากเห็นอาจยังไม่เหมาะสมจึงทำให้ผู้ใหญ่มองข้ามหรือละเลยไปได้ ยิ่งกว่านั้น เราก็คงจำเป็นต้องยอมรับว่า ความสามารถในการสำรวจเก็บรวมรวม และสื่อสารข้อมูลที่มีความละเอียดเป็นระบบ และถูกต้องนั้นเป็นทักษะที่คนไทยเราขาดความชำนาญ และขาดการฝึกฝนตั้งแต่ในวัยเด็ก ทำให้เรามักมีปัญหาในการบอกทิศทางเวลาที่คนถามทางกันเสมอๆ  เรามักพบว่าไม่สามารถบอกทิศทางที่มีความเข้าใจตรงกันได้อย่างถูกต้อง หรือเมื่อยามต้องถ่ายทอด หรือเล่าราละเอียดของสิ่งที่ไปพบประสบพบเห็นมา ก็มักมีปัญหาในการสื่อสารให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการที่เข้าใจตรงกันได้ 
      จะเห็นได้ว่าทักษะในการสำรวจ เก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจากนั้น การสำรวจในบางครั้งอาจส่งผลให้ผู้สำรวจเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยอันอาจนำไปสู่การตั้งคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ แต่ใครจะเชื่อบ้างว่า เพียงแค่ดอกไม้ไม่กี่ดอกในแจกันจะส่งผลให้เด็กๆ กลายเป็นนักสำรวจน้อยไปได้   ซึ่งคุณสมบัติสำคัญที่นักสำรวจน้อยแต่ละคนจำเป็นต้องมีเพื่อให้การสำรวจบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายได้ คือ การใช้ประสาทสัมผัสของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเด็กกลุ่มหนึ่งจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ตนมีในการสำรวจดอกไม้ในแจกันอย่างละเอียดละออ เก็บรวบรวมและนำข้อมูลที่ตนสำรวจได้ไปสื่อสารให้เพื่อนเข้าใจ ขณะที่ จิตรกรผู้รับอาสาวาดภาพดอกไม้ที่ตนไม่มีโอกาสสัมผัสด้วยตาของตนเองก็จำเป็นต้องใช้ทักษะการฟัง การจินตนาการ และความสามารถทางศิลปะเพื่อสื่อให้ภาพที่ออกมานั้นเหมือน หรือใกล้เคียงของจริงให้มากที่สุด   การวาดภาพดอกไม้แจกันของเด็กๆ นั่นซึ่งเด็กมีทักษะในการสำรวจผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การใช้ความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทักษะในการสื่อสารข้อมูลดีเยี่ยม มีการนำทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น การชั่ง ตวง วัด มาประยุกต์ใช้ในการเก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน จึงทำให้ภาพดอกไม้ที่ออกมามีลักษณะเหมือนจริงค่อนข้างมาก
       การฝึกให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้และสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว การเก็บรวบรวมข้อมูล และการนำข้อมูลที่ได้ไปสื่อสารนั้น ถือเป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดกิจกรรมง่ายๆ ที่บ้านด้วยตนเอง เพื่อฝึกให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสได้เช่นกัน โดยอาจเริ่มต้นจากการชี้ชวนให้ลูกสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ และแมลงต่างๆ ในขั้นนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นให้ลูกวาดภาพของสิ่งที่สังเกตเห็นควบคู่ไปด้วย และมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดของสิ่งที่ลูกสังเกตและภาพที่ลูกวาดว่า ลูกสังเกตเห็นอะไรบ้าง มีสีอะไร มีขนาดเท่าไร เมื่อลูกมีความคุ้นเคยและชำนาญมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเล่นเกมกับลูกโดยอาจให้ลูกเป็นคนสังเกตและนำข้อมูลมาสื่อสารให้คุณพ่อหรือคุณแม่วาดภาพ หรืออาจสลับบทบาทกันก็ได้
สรุป : การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
      การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาแบบแยกส่วนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ เป็นศาสตร์ของการเชื่อมโยงผสมผสานระหว่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและความงดงามในธรรมชาติเข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเจตคติในทางบวกต่อการดำเนินชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคต

สัปดาห์ที่ 8

วันที่ 31 กรกฏาคม 2556



การเรียน
หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์แห่งการสอบกลางภาค  ภาคเรียนที่ 12556
ปฏิทินการสอบกลางภาค

สัปดาห์ที่ 7

วันที่  24  กรกฏาคม 2556



การเรียน
ทบทวนความรู้เดิมจากเนื้อหาของกระบวนการวิทยาศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
องค์ความรู้ที่ได้รับ
สมองกับวิทยาศาสตร์
อาจารย์อธิบายการเรียนการสอนแบบ Project Approach
การสอนแบบ Project Approach
         การเรียนการสอนแบบโครงการ  (  Project  Approach  )  ได้นำแนวคิดของ  John  Dewey  มาประยุกต์เป็นรูปแบบการเรียนการสอน  โดยมีหลักสำคัญคือ  การพัฒนาเด็ก สามารถทำได้ด้วยการให้เด็กเป็นผู้รู้จักแสวงหาความรู้  ความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  เพื่อค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องที่ตนเองสนใจ  เด็กสามารถสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ในตัวเด็กเอง
        โครงการ คือ การสืบค้นหาข้อมูลอย่างลุ่มลึก  ตามหัวข้อเรื่องที่เด็กสนใจ  เน้นให้เด็กกระทำอาจเป็นรายบุคคลหรือรายุล่มก็ได้  โครงการนั้นจะต้องประกอบด้วยทฤษฏีและหลักการ  มีการดำเนินงานเป็นขั้นๆ โดยใช้วิชาหลายๆที่เกี่ยวข้องมาบรูณาการ  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  ระยะเวลาทำโครงการขึ้นอยู่กับเรื่องที่เด็กสนใจ  
โครงการ (Project  Approach) ของการสอนความรู้อย่างลุ่มลึกมี  ลักษณะ ดังนี้
ลักษณะที่ การอภิปราย
ลักษณะที่ 2  การนำเสนอประสบการณ์เดิม เช่น ความรู้เก่าที่เด็กเคยพบเจอแล้วคุณครูจัดประสบการณ์ใหม่เพิ่มเติม
ลักษณะที่ 3  การนำเสนอภาคสนาม เช่นการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จริง  การพาเด็กไปศึกษาที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เรื่องเห็ดที่เรียนในห้องเรียน
ลักษณะที่ 4   การสืบค้น
ลักษณะที่ การจัดแสดง คือ การนำเสนอผลงาน เช่น การใช้ภาษา การจัดประสบการณ์จากง่ายไปยาก
สรุปองค์ความรู้ของการสอนแบบ Project Approach
      การสอนแบบโครงการ เป็นการสอนวิธีหนึ่งในหลายๆวิธีที่มีอยู่ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ช่วยบูรณการความรู้ ทักษะ และนำเสนออย่างเป็นทางการในห้องเรียน เด็กได้ประยุกต์และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้ แก้ปัญหา และเปลี่ยนสิ่งที่ทราบ พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นและท้าทายให้เด็กคิด เป็นการสนับสนุนพัฒนาการเด็กทางด้านสมอง เด็กมักจะมีคำถามของตนเองและสนใจที่จะเรียนรู้ใช้แหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งตัวครูในการหาคำตอบ ครูควรจะรับฟังสิ่งที่เด็กพูดและสิ่งที่เด็กถามอย่างจริงใจ ผลสำเร็จของการทำโครงการจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อม ความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นของเด็กเป็นอย่างมาก การสอนแบบโครงการน่าจะเป็นหนทางหนึ่งสำหรับครูที่จะสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างกระตือรือร้นอย่างมีความหมายต่อเด็ก และนำครูไปสู่การสอนที่มีประสิทธิภาพได้ทางหนึ่ง
ประโยชน์ที่เด็กได้รับจากการสอนแบบโครงการ
1. ช่วยให้เด็กมีโอกาสที่จะประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่ และเพิ่มความชำนาญในทักษะนั้นยิ่งขึ้น
2. แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความถนัดของเด็ก
3. แสดงให้เห็นแรงจูงใจภายใน และความสนใจที่เกิดจากตัวเด็กในงานและกิจกรรมที่ทำ
4. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักตัดสินใจว่าควรทำอะไร และผู้ใหญ่ยอมรับในความต้องการของเด็กโดยที่เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ และเด็กเป็นผู้ตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเด็กเอง
* ที่มา : การเรียนรู้แนวใหม่ Project Approachดร.วรนาท รักสกุลไทย

สัปดาห์ที่ 6

วันที่ 17 กรกฎาคม 2556

สื่อของเล่น ( ล. ลิงไต่ราว )
( ล. ลิงไต่ราว )
อุปกรณ์
วาดรูปลิงใส่กระดาษแข็ง  แล้วระบายสีให้สวยงามตัดรูปลิงที่เราวาด
ตัดหลอดติดไว้ข้างหลังรูปลิง โดยติดเป็นแนวรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
สอดเชือกเข้าไปในหลอดดูดน้ำ แล้วผูกเชือกเป็นปม
ดึงเชือกสลับขึ้นไปมา เพื่อให้ลิงเลื่อนขึ้น (เสร็จเรียบร้อย)
สื่อของเล่น ( ล. ลิงไต่ราว )
อุปกรณ์
กระดาษแข็ง
เชือก
หลอดดูดน้ำ
กาวหรือเทปใส
สีไม้หรือสีเทียน
ขั้นตอนการประดิษฐ์
  • วาดรูปลิงใส่กระดาษแข็ง  แล้วระบายสีให้สวยงามตัดรูปลิงที่เราวาด
  • ตัดหลอดที่เราเตรียมไว้ ซึ่งเวลาเราตัดเราจะต้องตัดให้มีความยาวเท่ากับตัวลิงที่เราวาดเพื่อให้เกิดความสมดุล
  • ตัดหลอดไว้ข้างหลังรูปลิง โดยติดเป็นแนวรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
  • สอดเชือกเข้าไปในหลอดดูดน้ำ แล้วผูกเชือกเป็นปม
วิธีเล่น
ดึงเชือกสลับขึ้นไปมา เพื่อให้ลิงเลื่อนขึ้นไปข้างบน เล่นได้ 1 คน
ล .ลิงไต่ราว  (หลักการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์)
แรงดึง (Tension)
แรง (force) หมายถึง สิ่งที่สามารถทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่หรือทำให้วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นหรือช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุได้ 
แรงดึง คือ แรงที่เกิดจากการเกร็งตัวเพื่อต่อต้านแรงกระทำของวัตถุ เป็นแรงที่เกิดในวัตถุที่ลักษณะยาวๆ เช่น เส้นเชือก เส้นลวด
ประโยชน์ที่ได้รับ
กิจกรรมวิทยาศาสตร์ทำให้เด็กเรียนรู้วิธีการเรียนและการสร้างความมั่นใจของเด็ก ลดความกลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ จะนำไปสู่ความรู้สึกประสบความสำเร็จ การสนับสนุนความอยากรู้ของเด็ก เพิ่มความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นในการทำงานร่วมกัน เพื่อหาคำตอบจากคำถามทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดความรู้ และทักษะต่างๆ 

การทดลอง ไข่ลอย ไข่จม
วิธีทดลอง
วัสดุอุปกรณ์
ใส่เกลือลงไปในบีกเกอร์เดิมประมาณ 5 ช้อนใช้แท่งแก้วคนจนเกลือละลายหมด
 
นำไข่ไก่สดใส่ลงไปในน้ำประปา (วางเบาๆ)
นำไข่ไก่สดใส่ลงไปน้ำเกลือ
สังเกตผล
วัสดุอุปกรณ์
1. เกลือ
2. ไข่ไก่สด
3. บีกเกอร์ขนาด 500 cm3
4. น้ำประปา
5. ช้อนตักสาร
6. แท่งแก้วคนสาร
วิธีทดลอง
1.เทน้ำประปาใส่ลงในบีกเกอร์ประมาณครึ่งบีกเกอร์ นำไข่ไก่สดใส่ลงไป (วางเบาๆ) และสังเกตผลจากนั้นนำไข่ไก่ออก
2.ใส่เกลือลงไปในบีกเกอร์เดิมประมาณ 5 ช้อน ใช้แท่งแก้วคนจนเกลือละลายหมด นำไข่ไก่ใบเดิมใส่ลงไป และสังเกตผล
ผลการทดลอง (หลักการทางวิทยาศาสตร์)
จะพบว่า เมื่อนำไข่ไก่สดใส่ลงในน้ำประปาธรรมดา น้ำหนักของไข่ไก่จะดึงไข่ไก่ให้จมลงสู่ก้นบีกเกอร์ เนื่องจากความหนาแน่นของไข่ไก่มากกว่าความหนาแน่นของน้ำ น้ำจึงไม่สามารถพยุงไข่ไก่ให้ลอยขึ้นได้ แต่เมื่อใส่เกลือลงในน้ำประปาจำนวน 5 ช้อน ไข่ไก่สดใบเดิมจะลอยสูงจากก้นบีกเกอร์ ประมาณ 8 cm จากระดับน้ำสูง cm เนื่องจากน้ำเกลือมีความเข้มข้นมากกว่า หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำประปาธรรมดา ไข่ไก่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเกลือจึงสามารถลอยขึ้นได้ หากนำผลการทดลองและความรู้จากการทดลองนี้ มาใช้ในชีวิตประจำวัน เราอาจกล่าวได้ว่า การหัดว่ายน้ำในทะเล น่าจะสามารถพยุงตัวได้ดีกว่าว่ายน้ำในแม่น้ำ เนื่องจากน้ำทะเลมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำในแม่น้อย
ประโยชน์ที่ได้รับ
การกระตุ้นให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้น คือการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง และทักษะเบื้องต้นที่เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนา มี 7 กระบวนการ  คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็น ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา และทักษะการคำนวณ 

สื่อเข้ามุมกังหันลม จากกล่องนม
ขั้นตอนการทำกังหันลม
อุปกรณ์การประดิษฐ์
ตัดกระดาษแข็งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดสัก 20*3 cm 2 ชิ้น ระบายสีตามใจชอบ
นำมาวางทับกันเป็นเครื่องหมายบวก แล้วติดเทปให้แน่น
เจาะกล่องนมให้ทะลุตรงกลาง แล้วนำหลอดทานตะวันมาเสียบเข้าไป
 ตัดหลอดทานตะวันด้านปลายให้เป็น 4 แฉก นำไปติดด้านหลังกังหัน (
ตกแต่งตามใจชอบค่ะ
อุปกรณ์การประดิษฐ์
1. กล่องนมทรงสูง (กล่อง 1 ลิตร)
2. กระดาษแข็ง + กระดาษสี ตามใจชอบ
3. กาว (กรณีไม่อยากเหนียวเหนอะหนะ ใช้สก๊อตเทปก็ได้ค่ะ)
4. หลอดทานตะวัน (หลอดที่งอได้น่ะคะ เอาแบบแข็ง ๆ นิดนึงจะได้ทนมือเด็ก ๆ)
5. กรรไกร + คัตเตอร์ + สีเมจิกสำหรับระบาย
ขั้นตอนการทำกังหันลม
1. ตัดกระดาษแข็งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดสัก 20*3 cm 2 ชิ้น ระบายสีตามใจชอบ
2. นำมาวางทับกันเป็นเครื่องหมายบวก แล้วติดเทปให้แน่น
3. เจาะกล่องนมให้ทะลุตรงกลาง แล้วนำหลอดทานตะวันมาเสียบเข้าไปให้ตรงส่วนงอๆเป็นที่จับหมุน
4. ตัดหลอดทานตะวันด้านปลาย (ด้านที่ยาว) ให้เป็น 4 แฉก ยาวพอประมาณ นำไปติดด้านหลังกังหัน (ใช้สก๊อตเทปจะติดง่าย+แน่นดีค่ะ)
5. ตกแต่งตามใจชอบค่ะ
วิธีเล่น
เวลาเล่นก็หมุน ๆ หลอดด้านหลังให้กังหันหมุน ๆ ไปเรื่อย ๆ ค่ะ เล่นเป็นพัดลมเย็นสบาย .... กังหันลมจากกล่องนม ... เล่านิทานประกอบก็สนุกไปอีกแบบค่ะ
กังหันลม (หลักการที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์)
เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เปลี่ยนพลังงานจลน์ของกระแสลมเป็นพลังงานกลจากนั้น จึงนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์กล่าว คือ เมื่อกระแสลมพัดผ่านใบกังหันจะเกิดการถ่ายทอด พลังงานจลน์ไปสู่ใบกังหันทำให้กังหันหมุนรอบแกนที่เชื่อมต่อกับระบบกลไกแม่เหล็กไฟฟ้าที่ มีขดลวดเหนี่ยวนำและแม่เหล็กทำให้เกิดกระแส ไฟฟ้าที่เรานำไปใช้ประโยชน์ได้
ประโยชน์ที่ได้รับ
กิจกรรม “สนุก กับ กังหัน ลม” ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านการออกแบบและ เทคโนโลยีรวมถึงวิทยาศาสตร์และ ช่วย ให้ผู้ เรียนรู้จักการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนและฝึก ทักษะการทำงานกลุ่ม ครูผู้สอนสามารถนำกิจกรรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนทั้งในวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์หรือจะทำเป็นโครงงานบูรณาการก็ได้นอกจากนี้ยัง เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเรื่องพลังงานหมุนเวียนรูปแบบหนึ่ง นั่นคือ พลังงาน ลม ซึ่งถือ เป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงภาวะโลกร้อน 
อ้างอิงจาก: นิตยสาร สสวท.