(E-Portfolio Subject to the science Experiences Management for EarlyChildhood)
เกี่ยวกับฉัน
- Porntip Srikaew
- Porntip srikaew [nuy] ID 5411204398 Junior Field of Early Childhood Education Faculty of Education Chandrakasem Rajabhat University.
สัปดาห์ที่ 12
วันที่ 27- 28 สิงหาคม 2556
การศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและ
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์
วันที่ 27 สิงหาคม 2556การศึกษาดูงาน ณ
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ภาพกิจกรรม
การจัดสภาพแวดล้อมภายใน
สรุปเป็นองค์ความรู้ ดังนี้
ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน
มุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด จัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตทักษะกระบวนการคิดสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม
พึ่งตนเองได้ เป็นคนดีมีปัญญา มีความเป็นไทยคู่กับความเป็นสากล
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย
จัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
มีการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.๒๕๔๖ อยู่บนพื้นฐานบริบทของชุมชน สังคม
และท้องถิ่นรอบตัวเด็ก โดยการเตรียมความพร้อมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน
ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ด้วยการบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม และนำนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ใหม่ ๆ
มาใช้ในการพัฒนาให้เต็มศักยภาพของเด็กแต่ละคน
โดยการจัดการเรียนรู้ใช้กระบวนการคิดและกิจกรรมเป็นฐาน (Thinking and
Activity Based Learning) เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่กล่าวว่า “ความรู้คู่คุณธรรม นำไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”
กิจกรรมเสริมหลักสูตร
คอมพิวเตอร์ นักเรียนได้เรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์
และสร้างสรรค์ผลงานโดยการฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน
ดนตรี เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนกล้าแสดงออก
มีสุนทรียภาพทางอารมณ์ตามลักษณะที่พึงประสงค์ ตลอดจนเห็นคุณค่าของการเล่นดนตรี
กิจกรรมเสริมประสบการณ์ภาคฤดูร้อน (Summer camp) เช่นการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ โดย ทักษะการสังเกต ทักษะจำแนกประเภท ทักษะการวัด
ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็น ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา
และทักษะการคำนวณ
วันที่ 28 สิงหาคม 2556
ศึกษาดูงานโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์
สรุปเป็นองค์ความรู้ได้ดังนี้
ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือ "โรงเรียนนอกกะลา" เป็นโรงเรียนเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสังกัดของ
กลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ตั้งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2546
โดยมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา โดยการ ได้เปิดทำการเรียนการ สอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 จำนวน 3
ชั้นเรียน ได้แก่ ชั้นอนุบาล 1 ชั้นอนุบาล 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้คัดเลือกเด็กจากเด็กทั่วไปโดยวิธีจับฉลาก
นักเรียนที่เข้าเรียนไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ข้อพิจารณาที่สำคัญคือ
ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับโรงเรียนฯ
ในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ
นายเจมส์ คลาร์ก เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องการลงทุนก่อสร้างโรงเรียน
และสิ่งสนับสนุนทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เป็นจำนวนเงินประมาณ 52.5 ล้านบาท
ผู้บริหารโรงเรียน วิเชียร ไชยบัง (ผู้อำนวยการโรงเรียน)
ปรัชญาของโรงเรียน "การศึกษาพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
" ( Education for complete human development)
วิสัยทัศน์ของโรงเรียน
“ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข
เต็มศักยภาพ เป็นคนดีและคนเก่ง สอดคล้องกับวิถีชีวิตและกลมกลืนกับวิทยาการสมัยใหม่
สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ พร้อมด้วยคุณธรรม ภูมิปัญญา และสำนึกในความเป็นพลเมืองดี
หลักสูตร
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจัดการศึกษาตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 โดย PBL(Problem based Learning)
ซึ่งเป็นวัตกรรมหนึ่งในการพัฒนา ความฉลาดภายนอก (ความเข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์) และกระบวนการพัฒนาทั้งครูและเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านใน หรือ ความฉลาดด้านจิตวิญญาณ ปัญญาภายใน หรือ ความฉลาดด้านใน หมายถึง ความฉลาดทางด้านจิตวิญญาณ SQ และความฉลาดทางด้านอารมณ์
EQ ซึ่งได้แก่ การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเอง
(รู้ตัว) และผู้อื่น การเห็นคุณค่าในตัวเอง คนอื่น และสิ่งต่างๆ
เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย
สิ่งที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วๆไป
แนวการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่สอนเด็กปฐมวัย
โดยไม่มีการสอนวิทยาศาสตร์แต่จะเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน เช่นระบบนิเวศ
ซึ่งจะบูรณาการเข้าไปในรายวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์และโครงการ ให้นักเรียนได้ลงมือกระทำจริงโดยไม่สอนทฤษฏี
แต่จะให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองแล้วนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน และชั้นอนุบาลและประถมศึกษาออกแบบการเรียนที่ใช้มาตรฐานตัวชี้วัดพัฒนาทั้ง
4 ด้านได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม
และด้านสติปัญญา ซึ่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในแต่ละหน่วยแบบ PBL มีทั้งหมด 4 หน่วย
- ตัวเรา
- สถานที่
- สิ่งแวดล้อม
- ธรรมชาติ
สัปดาห์ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2556
หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน งานที่ได้รับมอบหมายในสัปดาห์นี้ มี 2 กิจกรรม ดังนี้
กิจกรรมที่สอง การประดิษฐ์ว่าวจากใบไม้แห้งที่ทับไว้ในสมุด นำมาทดลองทำว่าวดังนี้
ใบไม้แห้ง
ประดิษฐ์เป็นว่าวใบไม้
วิธีการขึ้นว่าว
หากว่าเล่นเพียงคนเดียวให้เอาวางราบอยู่กับพื้น
หันหัวว่าวมาทางหัวคนชักว่าว ระยะห่างจากตัวสัก 2-3 เซนติเมตร
แล้ววิ่งพร้อมกระตุกสายป่านโดยการรักษาจังหวะการกระตุก
ไม่แรงเกินไปเพื่อให้ว่าวสามารถปรับตัวเข้ากระแสลม
หากเล่นกัน 2 คน ให้อีกคนหนึ่งเป็นคนส่งว่าว
อีกคนหนึ่งก็เป็นคนชักว่าวโดยคนส่งว่าวควรห่างจากคนชักว่าวประมาณ 4-5 เซนติเมตร
ตั้งหัวว่าวขึ้นเพื่อรอจังหวะของกระแสลมแล้วจึงส่งว่าวไป
คนชักว่าวจะกระตุกสายป่านจนว่าวลอยขึ้นแล้วก็ควบคุมโดยการกระตุกสายป่านให้เป็นถูกจังหวะ
การบังคับว่าวหากว่าแรงที่เรากระตุกสายป่านมีมากจะทำให้ว่าวขึ้นได้สูงตามแรงที่เรากระตุก
และหากต้องการผ่อนลงมาให้ว่าวอยู่ในระดับที่ต่ำก็ควรลดแรงลงมาเล็กน้อย
ลมที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้เล่นว่าว
ความเร็วลม(กม./ชม.)
|
สิ่งที่สังเกต
|
การเล่นว่าว
|
2-5
|
ควันเปลี่ยนทิศทาง
|
ลมเบาไป
|
6-11
|
ใบไม้ไหว
|
เหมาะสม
|
12-19
|
ใบไม้ไหว
|
เหมาะสม
|
20-29
|
ฝุ่นคลุ้ง
|
เหมาะสม
|
30-39
|
กิ่งไม้เล็กๆไหว
|
ลมแรงไป
|
สิ่งที่ต้องระวังอย่างหนึ่งคือกระแสลมแปรปรวน
ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อลมพัดผ่านสิ่งกีดขวาง
จะพบว่าจะเป็นการยากมากที่จะเล่นว่าวในกระแสลมที่แปรปรวน
กฏง่ายๆ
คือ ระยะทางที่ลมเกิดการแปรปรวน มีค่าประมาณ 7 เท่า
ของความสูงของวัตถุที่ลมเคลื่อนผ่าน ดั้งนั้น หากต้องการหลีกเลี่ยงกระแสลมแปรปรวน เมื่ออยู่หน้าแนวต้นไม้สูง
10 เมตร ก็ต้องอยู่หน้าแนวต้นไม้ห่างออกไปอย่างน้อย 70 เมตร เป็นต้น ระยะเวลาเล่นว่าว การเล่นว่าวสามารถเล่นได้ทุกเวลาตลอดทั้งปี
แต่เวลาที่นิยมเล่นว่าวมากที่สุดคือหน้าร้อน ราวเดือน มีนาคม ถึง
เมษายน ที่มีลมตะวันตกเฉียงใต้ จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าลมตะเภา หรือ “ลมว่าว” ซึ่งช่วยในการเล่นว่าวได้ดีที่สุด
หมายเหตุ : กระแสลมแปรปรวน คือ
ลมที่พัดแบบไร้ทิศทาง
สัปดาห์ที่ 10
วันที่ 14 สิงหาคม 2556
การเรียน
อาจารย์ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการไปศึกษาดูงาน
ในวันอังคารที่ 27 – 28 สิงหาคม 2556
ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและรงเรียนลำปายมาศพัฒนาบุรีรัมย์ แล้วร่วมกันวางแผนนำเสนอเป็น Mind mapping ดังนี้
องค์ความรู้ที่ได้รับ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
สรุปได้ดังนี้
การสังเกต
เป็นข้อมูลที่ได้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือตา หู จมูก ลิ้น
ในการสังเกตวัตถุนั้น ๆ
การตั้งสมมุติฐาน เป็นความชำนาญในการทำนายผลหรือคาดเดาเหตุการณ์หรือคิดคำตอบล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล
โดยอาศัยการสังเกต ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐานสมมุติฐานหรือคำตอบที่คาดคะเนไว้ล่วงหน้านี้
จะต้องเป็นสิ่งที่ยังไม่ทราบหรือไม่เคยเห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
ยังไม่เป็นหลักการ หรือทฤษฎีมาก่อน
สมมติฐานเป็นเครื่องกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลอง
การทดลอง เป็นความชำนาญในการจัดกระบวนการปฏิบัติกับตัวแปรต่างๆเพื่อทดสอบสมมติฐานที่เกิดขึ้น การทดลองประกอบด้วย 3
ขั้นตอน
1. การออกแบบการทดลอง
การออกแบบการทดลองจะต้องสัมพันธ์กับสมมติฐานที่ต้องการจะตรวจสอบ
ในการออกแบบจะต้องกำหนดสิ่งต่อไปนี้
- วิธีทดลอง
ต้องระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม
และเขียนวิธีการทดลองตามลำดับขั้นตอนปฏิบัติก่อนหลัง
- วิธีวัดหรือสังเกตการณ์ทดลองรวมถึงระยะเวลาที่ทดลอง
- ออกแบบบันทึกผลการทดลองให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการทดลอง
- อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง
2. การปฏิบัติการทดลอง
ปฏิบัติการทดลองจริงตามที่กำหนดไว้ในวิธีทดลอง
3. การบันทึกผลการทดลอง บันทึกผลการทดลองตามแบบบันทึกที่ได้ออกแบบไว้แล้ว
หมายเหตุ
- ให้นักศึกษาแก้ไขบล็อกที่อาจารย์ได้แนะนำ
- ให้นักศึกษาประดิษฐ์สื่อโดยมี สื่อของเล่น ทำการทดลอง และประดิษฐ์สื่อเข้ามุม นำลงบล็อกให้เรียบร้อย
- ให้นักศึกษาประดิษฐ์ว่าวจากใบไม้แห้ง ที่อาจารย์ให้นักศึกษาเตรียมไว้สัปดาห์ที่ผ่านมา จากนั่นบันทึกลงบล็อก
สัปดาห์ที่ 9
วันที่ 7 สิงหาคม 2556
โครงการที่ 22
โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
(ภาคปกติ)
กิจกรรม 3 ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
โครงการ..กายงาม ใจดี ศรีปฐมวัย
วันพุธทิ่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ
ห้องประชุม 2 คณะศึกษาศาสตร์

อาจารย์ณุตรา กล่าวเปิดงาน

การแสดงเซิ้งกระติ๊บ (ของเพื่อนๆ)
การแสดงระบำสีวิชัย (ของเพื่อนๆ)
สาธิตมารยาทในการไหว้ตามแบบต่างๆ
รุ่นพี่ปี 4 สาธิตมารยาทในการไหว้ตามแบบต่างๆ
การไหว้ เป้นการแสดงความเคราพ
โดยการประนมมือแล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่าเป็นการแสดงความเคราพอย่างสูง
การไหว้แบบไทยมี 3 แบบตามระดับของบุคคล
ระดับที่ 1 การไหว้พระ
ระดับที่ 2
การไหว้ผู้มีพระคุณและอาวุโส
ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่วๆ ไป
องค์ความรู้ที่ได้รับ
· การฝึกมารยาทการเข้าสังคม
· การแสดงความเคารพด้วยการไหว้
· มารยาทในการเคลื่อนไหว
เช่นการเดิน หรือมารยาทเฉพาะด้าน เช่น
การยืนในท่าที่สุภาพ การยืนเคราพธงชาติ
· มารยาททางวาจา
การพูดจาที่สุภาพ อ่อนหวาน การกล่าวคำขอบคุณเมื่อได้รับความช่วยเหลือ ไม่ส่งเสียงดังก่อความรำคาญ ไม่พูดจาโอ้อวดตนเอง
ใช้สำเนียงการพูดที่นุ่มนวลเป็นกันเอง ฝึกใช้คำราชาศัพท์และใช้เมื่อโอกาสเหมาะสม
การส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับนักสำรวจน้อย
:
การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
โดยรองศาสตราจารย์ ดร.นภเนตร ธรรมบวร
อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
จากหนังสือ ๗๐ปีโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า วัย 8-9 ขวบ เป็นวัยของความอยากรู้อยากเห็นเด็กวัยนี้มักแอบสำรวจตรวจสอบสิ่งต่างๆ รอบตนเองอยู่เสมอๆ โดยเด็กๆ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นกระบวนการหนึ่งในการสืบค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ การสำรวจเป็นคุณสมบัติที่เด็กเกือบทุกคนมีอยู่ในตนเอง เพียงแต่บางครั้งการแสดงออกซึ่งความอยากรู้อยากเห็นอาจยังไม่เหมาะสมจึงทำให้ผู้ใหญ่มองข้ามหรือละเลยไปได้ ยิ่งกว่านั้น เราก็คงจำเป็นต้องยอมรับว่า ความสามารถในการสำรวจเก็บรวมรวม และสื่อสารข้อมูลที่มีความละเอียดเป็นระบบ และถูกต้องนั้นเป็นทักษะที่คนไทยเราขาดความชำนาญ และขาดการฝึกฝนตั้งแต่ในวัยเด็ก ทำให้เรามักมีปัญหาในการบอกทิศทางเวลาที่คนถามทางกันเสมอๆ เรามักพบว่าไม่สามารถบอกทิศทางที่มีความเข้าใจตรงกันได้อย่างถูกต้อง หรือเมื่อยามต้องถ่ายทอด หรือเล่าราละเอียดของสิ่งที่ไปพบประสบพบเห็นมา ก็มักมีปัญหาในการสื่อสารให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการที่เข้าใจตรงกันได้
จะเห็นได้ว่าทักษะในการสำรวจ เก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจากนั้น การสำรวจในบางครั้งอาจส่งผลให้ผู้สำรวจเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยอันอาจนำไปสู่การตั้งคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ แต่ใครจะเชื่อบ้างว่า เพียงแค่ดอกไม้ไม่กี่ดอกในแจกันจะส่งผลให้เด็กๆ กลายเป็นนักสำรวจน้อยไปได้ ซึ่งคุณสมบัติสำคัญที่นักสำรวจน้อยแต่ละคนจำเป็นต้องมีเพื่อให้การสำรวจบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายได้ คือ การใช้ประสาทสัมผัสของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเด็กกลุ่มหนึ่งจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ตนมีในการสำรวจดอกไม้ในแจกันอย่างละเอียดละออ เก็บรวบรวมและนำข้อมูลที่ตนสำรวจได้ไปสื่อสารให้เพื่อนเข้าใจ ขณะที่ “จิตรกร” ผู้รับอาสาวาดภาพดอกไม้ที่ตนไม่มีโอกาสสัมผัสด้วยตาของตนเองก็จำเป็นต้องใช้ทักษะการฟัง การจินตนาการ และความสามารถทางศิลปะเพื่อสื่อให้ภาพที่ออกมานั้นเหมือน หรือใกล้เคียงของจริงให้มากที่สุด การวาดภาพดอกไม้แจกันของเด็กๆ นั่นซึ่งเด็กมีทักษะในการสำรวจผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การใช้ความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทักษะในการสื่อสารข้อมูลดีเยี่ยม มีการนำทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น การชั่ง ตวง วัด มาประยุกต์ใช้ในการเก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน จึงทำให้ภาพดอกไม้ที่ออกมามีลักษณะเหมือนจริงค่อนข้างมาก
การฝึกให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้และสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว
การเก็บรวบรวมข้อมูล และการนำข้อมูลที่ได้ไปสื่อสารนั้น
ถือเป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดกิจกรรมง่ายๆ
ที่บ้านด้วยตนเอง เพื่อฝึกให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสได้เช่นกัน
โดยอาจเริ่มต้นจากการชี้ชวนให้ลูกสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น ต้นไม้ ดอกไม้
และแมลงต่างๆ ในขั้นนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นให้ลูกวาดภาพของสิ่งที่สังเกตเห็นควบคู่ไปด้วย
และมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดของสิ่งที่ลูกสังเกตและภาพที่ลูกวาดว่า
ลูกสังเกตเห็นอะไรบ้าง มีสีอะไร มีขนาดเท่าไร
เมื่อลูกมีความคุ้นเคยและชำนาญมากขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเล่นเกมกับลูกโดยอาจให้ลูกเป็นคนสังเกตและนำข้อมูลมาสื่อสารให้คุณพ่อหรือคุณแม่วาดภาพ
หรืออาจสลับบทบาทกันก็ได้
สรุป : การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาแบบแยกส่วนอย่างที่หลายๆ
คนเข้าใจ แต่เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ
เป็นศาสตร์ของการเชื่อมโยงผสมผสานระหว่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและความงดงามในธรรมชาติเข้าด้วยกัน
อันจะนำไปสู่การพัฒนาเจตคติในทางบวกต่อการดำเนินชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคต
สัปดาห์ที่ 8
วันที่ 31 กรกฏาคม 2556
การเรียน
หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์แห่งการสอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 1/ 2556
ปฏิทินการสอบกลางภาค
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















